← กลับไปยังรายการบทความ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง/การขึ้นทะเบียน/การขอรับเงินสะสมและเงินสมทบ

ข่าวสารและกฎหมาย
✍️ admin
📅 24 สิงหาคม 2569
👁️ 163 ครั้ง
Blog Banner

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 ให้ลูกจ้างที่ทำงานกับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการที่นายจ้างได้จัดให้มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้าง ออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง ให้ดําเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป


กฎกระทรวงกําหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574

เงินสะสมของลูกจ้าง ร้อยละ 0.25%

เงินสมทบของนายจ้าง ร้อยละ 0.25%


ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

เงินสะสมของลูกจ้าง ร้อยละ 0.5%

เงินสมทบของนายจ้าง ร้อยละ 0.5%

*** คํานวณจากค่าจ้าง (ไม่มีเพดานขั้นตํ่า - ขั้นสูง)


นายจ้าง/กิจการที่อยู่ในข่ายบังคับ

1) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ไม่ได้จัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ต้องให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กรณีมีหลายสาขาให้นับรวมลูกจ้างทุกสาขา)

2) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันครบ 10 คนขึ้นไป โดยมีการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนสําหรับลูกจ้างที่ไม่เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ

3) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันครบ 10 คนขึ้นไป ซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู และผู้อํานวยการและบุคลากรทางการศึกษา (นับเฉพาะลูกจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)


นายจ้าง/กิจการที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับ

1) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันไม่ถึง 10 คน (กรณีมีหลายสาขาให้นับรวมลูกจ้างทุกสาขา)

2) นายจ้าง/กิจการที่มีการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพโดยลูกจ้างทุกคนเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ

3) นายจ้าง/กิจการที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย ตามกฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง

4) นายจ้าง/กิจการที่กฎหมายยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับ เช่น

- โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูและผู้อํานวยการและบุคลากร ทางการศึกษา

- สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

- งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

- กิจการที่มิได้แสวงหากําไรในทางเศรษฐกิจ

- กิจการเกษตรไม่ตลอดปี

- กิจการประมงทะเล

- กิจการรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ


การขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

สถานที่รับขึ้นทะเบียน

1) กรณีนายจ้าง/กิจการที่มีสํานักงานแห่งเดียว หรือมีหลายสาขา และประสงค์ยื่นการขึ้นทะเบียนเพียงท้องที่เดียว ให้สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียน

2) กรณีกิจการที่มีหลายสาขา และประสงค์ยื่นการขึ้นทะเบียนแยกรายสาขา ให้สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ในเขตพื้นที่ ที่รับผิดชอบเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ ในการรับขึ้นทะเบียน

3) กรณีนายจ้าง/กิจการมีเหตุจําเป็นไม่สามารถยื่นการขึ้นทะเบียนตามข้อ 1) และข้อ 2) สามารถยื่นการขึ้นทะเบียน ณ สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือกองคุ้มครองแรงงาน


เอกสารที่ใช้สําหรับขึ้นทะเบียน

1) แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) หรือแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (สกล.3/1)

2) กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคลให้ตรวจสอบหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือกรณีนายจ้างเป็นบุคคลธรรมดา ให้ตรวจสอบทะเบียนการค้า

3) บัตรประจําตัวประชาชน (สําหรับนายจ้างผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย)

4) PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสําคัญประจําตัวคนต่างด้าว หรือใบสําคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือหลักฐาน การได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (สําหรับนายจ้างผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย)

 

การพิจารณาออกหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียน

ให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือผู้อํานวยการสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือผู้อํานวยการกองคุ้มครองแรงงาน พิจารณาออกหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (สกล.4) หรือหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (สกล.4/1) ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการเสนอจากพนักงานตรวจแรงงาน

 

การนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

1) สถาบันทางการเงิน/หน่วยบริการทางการเงินที่ได้ทําความตกลง กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

2) สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ (กรณีชําระเป็นเงินสดหรือเช็ค ให้กระทําได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุขัดข้อง หรือมีความจําเป็นเร่งด่วนซึ่งไม่สามารถดําเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Payment))

 

ช่องทางการส่งเอกสารและหลักฐานการนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

1) ระบบสารสนเทศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน https://eservice.labour.go.th (e-Service)

2) สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่

 

เอกสารที่ใช้สําหรับนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ

1) แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) หรือแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 (สกล.3/1)

2) หลักฐานการชําระเงินผ่านธนาคาร

การรับชําระเงินสะสมและเงินสมทบ ให้ดําเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Payment) กรณีรับเงินเป็นเช็คหรือเงินสด ให้กระทําได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุขัดข้อง หรือมีความจําเป็นเร่งด่วน


การขอรับเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กรณีลูกจ้างออกจากงาน หรือผู้มีสิทธิได้รับเงิน ประสงค์จะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล จากเงินดังกล่าว จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้บุคคลดังกล่าวยื่นคําขอต่อพนักงานตรวจแรงงาน แห่งท้องที่ที่นายจ้างนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคําขอ การพิจารณาคําขอ และการอุทธรณ์คําขอรับเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้เป็นไปตามที่อธิบดี ประกาศกําหนด

1. ยื่นคําขอ (ตามแบบ สกล...) ต่อพนักงานตรวจแรงงานสานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

กรุงเทพมหานครพื้นที่ /สานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด

2. การจ่ายเงินให้จ่ายได้โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Payment)

(2) จ่ายเป็นเช็ค

(3) จ่ายทางธนาคารหรือหน่วยบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับกรม


เอกสารหลักฐานที่ยื่น

- สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน/บัตรอื่นที่ทางราชการออกให้

- หนังสือเดินทาง/ใบอนุญาตทํางาน

- สําเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (เฉพาะกรณีรับเงินผ่าน KTB Corporate Online)

- ใบมรณะบัตร

- อื่นๆ


ช่องทางการติดต่อ

- กองคุ้มครองแรงงาน                   โทร 02-660-2047

- กลุ่มงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง  โทร 02-660-2060-1


โปรแกรมเงินเดือน Business Controller รองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (สกล.) แล้ว

เพื่อรองรับการบังคับใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โปรแกรมเงินเดือน Business Controller ได้อัปเดตระบบให้รองรับการคำนวณเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบุคคลไม่ต้องคำนวณด้วยมือ ลดความผิดพลาด และพร้อมสำหรับการนำส่งเงินผ่านระบบของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ลูกค้าเดิมที่ใช้งานโปรแกรมอยู่แล้ว กรุณาติดต่อทีมงานเพื่ออัปเดตระบบให้รองรับฟีเจอร์นี้

ลูกค้าใหม่ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดโปรแกรมเงินเดือนเพิ่มเติมได้ที่ Business Controller - โปรแกรมเงินเดือน