กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 ให้ลูกจ้างที่ทำงานกับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการที่นายจ้างได้จัดให้มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้าง ออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง ให้ดําเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
กฎกระทรวงกําหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574
เงินสะสมของลูกจ้าง ร้อยละ 0.25%
เงินสมทบของนายจ้าง ร้อยละ 0.25%
ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป
เงินสะสมของลูกจ้าง ร้อยละ 0.5%
เงินสมทบของนายจ้าง ร้อยละ 0.5%
*** คํานวณจากค่าจ้าง (ไม่มีเพดานขั้นตํ่า - ขั้นสูง)
นายจ้าง/กิจการที่อยู่ในข่ายบังคับ
1) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ไม่ได้จัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ต้องให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กรณีมีหลายสาขาให้นับรวมลูกจ้างทุกสาขา)
2) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันครบ 10 คนขึ้นไป โดยมีการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ แต่ลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนสําหรับลูกจ้างที่ไม่เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
3) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันครบ 10 คนขึ้นไป ซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับครูใหญ่และครู และผู้อํานวยการและบุคลากรทางการศึกษา (นับเฉพาะลูกจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)
นายจ้าง/กิจการที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับ
1) นายจ้าง/กิจการที่มีลูกจ้างรวมกันไม่ถึง 10 คน (กรณีมีหลายสาขาให้นับรวมลูกจ้างทุกสาขา)
2) นายจ้าง/กิจการที่มีการจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพโดยลูกจ้างทุกคนเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
3) นายจ้าง/กิจการที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย ตามกฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง
4) นายจ้าง/กิจการที่กฎหมายยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับ เช่น
- โรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะที่เกี่ยวกับครูใหญ่และครูและผู้อํานวยการและบุคลากร ทางการศึกษา
- สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
- งานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
- กิจการที่มิได้แสวงหากําไรในทางเศรษฐกิจ
- กิจการเกษตรไม่ตลอดปี
- กิจการประมงทะเล
- กิจการรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
การขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
สถานที่รับขึ้นทะเบียน
1) กรณีนายจ้าง/กิจการที่มีสํานักงานแห่งเดียว หรือมีหลายสาขา และประสงค์ยื่นการขึ้นทะเบียนเพียงท้องที่เดียว ให้สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียน
2) กรณีกิจการที่มีหลายสาขา และประสงค์ยื่นการขึ้นทะเบียนแยกรายสาขา ให้สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ในเขตพื้นที่ ที่รับผิดชอบเป็นผู้มีอํานาจหน้าที่ ในการรับขึ้นทะเบียน
3) กรณีนายจ้าง/กิจการมีเหตุจําเป็นไม่สามารถยื่นการขึ้นทะเบียนตามข้อ 1) และข้อ 2) สามารถยื่นการขึ้นทะเบียน ณ สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือกองคุ้มครองแรงงาน
เอกสารที่ใช้สําหรับขึ้นทะเบียน
1) แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) หรือแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (สกล.3/1)
2) กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคลให้ตรวจสอบหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือกรณีนายจ้างเป็นบุคคลธรรมดา ให้ตรวจสอบทะเบียนการค้า
3) บัตรประจําตัวประชาชน (สําหรับนายจ้างผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย)
4) PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA หรือใบสําคัญประจําตัวคนต่างด้าว หรือใบสําคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือหลักฐาน การได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (สําหรับนายจ้างผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย)
การพิจารณาออกหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียน
ให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือผู้อํานวยการสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือผู้อํานวยการกองคุ้มครองแรงงาน พิจารณาออกหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (สกล.4) หรือหนังสือสําคัญการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (สกล.4/1) ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับการเสนอจากพนักงานตรวจแรงงาน
การนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
1) สถาบันทางการเงิน/หน่วยบริการทางการเงินที่ได้ทําความตกลง กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
2) สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ (กรณีชําระเป็นเงินสดหรือเช็ค ให้กระทําได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุขัดข้อง หรือมีความจําเป็นเร่งด่วนซึ่งไม่สามารถดําเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Payment))
ช่องทางการส่งเอกสารและหลักฐานการนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
1) ระบบสารสนเทศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน https://eservice.labour.go.th (e-Service)
2) สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือสํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่
เอกสารที่ใช้สําหรับนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ
1) แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (สกล.3) หรือแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สําหรับกิจการที่มิได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 (สกล.3/1)
2) หลักฐานการชําระเงินผ่านธนาคาร
การรับชําระเงินสะสมและเงินสมทบ ให้ดําเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e - Payment) กรณีรับเงินเป็นเช็คหรือเงินสด ให้กระทําได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุขัดข้อง หรือมีความจําเป็นเร่งด่วน
การขอรับเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กรณีลูกจ้างออกจากงาน หรือผู้มีสิทธิได้รับเงิน ประสงค์จะขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล จากเงินดังกล่าว จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้บุคคลดังกล่าวยื่นคําขอต่อพนักงานตรวจแรงงาน แห่งท้องที่ที่นายจ้างนําส่งเงินสะสมและเงินสมทบ หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคําขอ การพิจารณาคําขอ และการอุทธรณ์คําขอรับเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้เป็นไปตามที่อธิบดี ประกาศกําหนด
1. ยื่นคําขอ (ตามแบบ สกล...) ต่อพนักงานตรวจแรงงานสานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
กรุงเทพมหานครพื้นที่ /สานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
2. การจ่ายเงินให้จ่ายได้โดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Payment)
(2) จ่ายเป็นเช็ค
(3) จ่ายทางธนาคารหรือหน่วยบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับกรม
เอกสารหลักฐานที่ยื่น
- สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน/บัตรอื่นที่ทางราชการออกให้
- หนังสือเดินทาง/ใบอนุญาตทํางาน
- สําเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (เฉพาะกรณีรับเงินผ่าน KTB Corporate Online)
- ใบมรณะบัตร
- อื่นๆ
ช่องทางการติดต่อ
- กองคุ้มครองแรงงาน โทร 02-660-2047
- กลุ่มงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โทร 02-660-2060-1
โปรแกรมเงินเดือน Business Controller รองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (สกล.) แล้ว
เพื่อรองรับการบังคับใช้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โปรแกรมเงินเดือน Business Controller ได้อัปเดตระบบให้รองรับการคำนวณเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบุคคลไม่ต้องคำนวณด้วยมือ ลดความผิดพลาด และพร้อมสำหรับการนำส่งเงินผ่านระบบของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ลูกค้าเดิมที่ใช้งานโปรแกรมอยู่แล้ว กรุณาติดต่อทีมงานเพื่ออัปเดตระบบให้รองรับฟีเจอร์นี้
ลูกค้าใหม่ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดโปรแกรมเงินเดือนเพิ่มเติมได้ที่ Business Controller - โปรแกรมเงินเดือน